video_image

สถานการณ์ค่าฝุ่นละอองในกทม.และปริมณฑล วิกฤตหนักทะยานติดอันดับ 5 เมืองที่อากาศแย่ที่สุดของโลก ขณะที่ช่วงเช้าวันนี้ (21 ม.ค.63) เวลา 04.00 น. จากการตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ พบเกินค่ามาตรฐาน 44 จุด จากทั้งหมด 61 จุด โดย 5 อันดับแรก ได้แก่

 

ริม ถ.สามเสน เขตพระนคร 91 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม.

ริม ถ.ลาดพร้าว ซอยลาดพร้าว 95 เขตวังทองหลาง 83 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม.

ริม ถ.พระราม 3-เจริญกรุง เขตบางคอแหลม 81 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม.

ริม ถ.เพชรเกษม เขตภาษีเจริญ 79 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม.

ริม ถ.เจริญนคร เขตคลองสาน 78 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม.

 

ขณะที่ในภาพรวมของทั่วประเทศ ในต่างจังหวัด ยังพบปัญหาเผาป่า ทำให้สถานการณ์ฝุ่นควันยังน่าเป็นห่วง ค่าฝุ่นพุ่งสูงหลายจุด โดย 5 อันดับแรกได้แก่

 

จ.ลพบุรี (ต.หน้าพระลาน อ.เฉลิมพระเกียรติ) 90 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม.

ริมถนนสามเสน เขตพระนคร กทม. 91 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม.

จ.ลำปาง (ต.พระบาท อ.เมือง) 87 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม.

จ.กาญจนบุรี (ต.บ้านเหนือ อ.เมือง) 86 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม.

จ.สุพรรณบุรี (ต.สนามชัย อ.เมือง) 86 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม.

 

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ ต้องยอมรับว่าปัญหาหลายอย่างเกิดจากประชาชน แต่จะโทษประชาชนไม่ได้ และจะใช้กฎหมายที่มีอยู่ไปดำเนินคดีทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะจะสร้างความเดือดร้อน แต่อยากขอความร่วมมือให้ช่วยรัฐบาล โดยปัญหาฝุ่น PM2.5 วันนี้เกิดจากจราจรประมาณ 72 % เผาวัชพืช 15 % อุตสาหกรรม 5 % ซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็ก ทารก คนมีครรภ์ คนชรา คนที่มีโรคประจำตัว หากใครมีเสี่ยงก็ใส่หน้ากากอนามัย

 

แต่การแก้ปัญหาต้องทำงานร่วมกันหลายหน่วยงานในเชิงบูรณาการ ยืนยันว่าไม่อยากลงโทษประชาชน แต่ถ้าปล่อยไปปัญหาก็จะบานปลาย จะต้องแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างอย่างบูรณาการ ใช้ทางกฎหมายและวิธีการที่มีก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำเช่นนี้มาก่อนนอกจากรัฐบาลนี้และมีการทำต่อเนื่อง

 

ด้านนายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.)กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ตอบคำถามกรณีโจอี้ บอย แร็พเปอร์ชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์สถานการณ์ฝุ่นว่า สงสัยเหลือเกิน ว่าไม่มีใครกลัวเลยเหรอ? หรือคนที่ต้องรับผิดชอบเค้าไม่กลัวพวกเราเป็นอะไรเลยเหรอ?

 

นายประลอง ชี้แจงว่า ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 เกิดขึ้นในช่วงที่มีความกดอากาศสูงมาปกคลุม สภาพอุตุนิยมวิทยา เกิดภาวะฝาชีครอบ (inversion) และสถานการณ์การจราจรค่อนข้างจะหนาแน่นต่อเนื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังดำเนินการต่อเนื่อง จากการวิจัยสัดส่วนการระบาย PM2.5 ในพื้นที่ กทม.มาจากการขนส่งทางถนน ร้อยละ 72.5 อุตสาหกรรม ร้อยละ 17 การเผาในที่โล่ง ร้อยละ 5 และอื่นๆ

 

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ติดตามและให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว มีการเตรียมการรับมือและระดมหน่วยงานต่างๆมาก่อนนี้แล้ว การออกมาตรการใดๆย่อมส่งผลกระทบต่อคนแต่ละกลุ่ม เช่นหากใช้ยาแรงถึงระดับลดการใช้รถส่วนบุคคล ในวันทำงาน สัปดาห์ละ 1 วัน ซึ่งใน กทม. มีรถยนต์ส่วนบุคคลกว่า 6.4 ล้านคัน ก็สามารถลดรถบนท้องถนนลงได้ กว่า 1.2 ล้านคันต่อวัน จำนวนรถลดลง การระบายรถคล่องขึ้น มลพิษก็ลดลง แต่ก็ต้องกระทบต่อความสะดวกของประชาชน เป็นต้น

ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NTL9iSVJUIU