video_image
วันนี้ สทนช.ออกมาเตือน ปี 63 จะแล้งหนัก และลากยาวถึงเดือนมิถุนายน ล่่าสุด พบหลายพื้นที่เสี่ยงการขาดน้ำอุปโภค บริโภค และน้ำใช้ในโรงพยาบาล
 
 
นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช.เปิดเผยหลังการประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจากการประเมิน พบว่า สถานการณ์ภัยแล้งในปี 63 มีแนวโน้มแล้งหนัก และยาวนานกว่าปี 58 โดยกรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่าในปี 63 ฝนจะมาช้า และมีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าปกติ 5-10% ประกอบกับช่วงเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ จะมีน้ำทะเลหนุนสูง และจำเป็นต้องใช้น้ำต้นทุนมาผลักดัน ทำให้เกิดการใช้น้ำมากกว่าปกติ 
 
และอาจเกิดผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ที่บางพื้นที่อาจต้องใช้น้ำกร่อย และฝนที่มาช้ายังส่งผลให้จำเป็นต้องดึงน้ำต้นทุนจาก 2 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ มาใช้รองรับความต้องการอุปโภค-บริโภคด้วย และอาจมีน้ำไม่เพียงพอต่อทำนา นาปรังรอบ 2 ซึ่งขณะนี้พบว่ามีพื้นที่การเกษตรเสี่ยงขาดแคลนน้ำ 2.6 ล้านไร่ และเสี่ยงขาดแคลนน้ำรุนแรง 3.7 แสนไร่ 
 
หากควบคุมการใช้น้ำไม่ได้ จะกระทบถึงน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค รวมถึงโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้มี 7 แห่งที่เสี่ยงขาดน้ำ ดังนั้นจึงขอความร่วมมือประชาชน ลดการใช้น้ำลงให้ได้อย่างน้อย 20-30% และต้องเร่งทำความเข้าใจกับภาคการเกษตร ให้งดทำนาปรังรอบ 2 เพื่อให้มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภค ไปจนถึงเดือนกรกฎาคม ที่จะเริ่มเข้าสู่หน้าฝน
 
ทางด้านกรมชลประทาน ได้ตั้งศูนย์เฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้ง ปี 63 หลังพบว่าในปีนี้ ปริมาณน้ำเข้าสู่เขื่อนหลักน้อยกว่าปกติ โดย ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกัน 47,377 ล้านลูกบาศเมตร คิดเป็นร้อยละ 62 ของความจุเก็บกัก แต่มีปริมาณน้ำใช้การได้เพียง 23,531 ล้าน ลูกบาศเมตร หรือ ร้อยละ 45 ของปริมาณน้ำใช้การได้เท่านั้น 
 
ขณะที่ปริมาณฝนในปีนี้ คาดจะตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติในรอบ 60 ปี เบื้องต้นประสานหน่วยงานในท้องถิ่น เตรียมสำรองน้ำไว้ใช้ให้เพียงพอในห้วง 3 - 6 เดือน คือตั้งแต่ มกราคม ถึง มิถุนายน และขอชาวนางดทำนาปรังในทั่วทุกภาค