video_image
นายกรัฐมนตรี ประชุม กอรมน.ปรับแผนแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะที่ แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เปิดปฏิบัติการเชิงรุกติดตามกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุยิงจุดตรวจ ชรบ.ที่ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา จะมีความคืบหน้าใน 1-2 วันนี้หลังควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 1 คน กำลังขยายผลไปในพื้นที่เป้าหมาย 9 หมู่บ้าน ซึ่งจากพยานหลักฐานที่พบเชื่อว่าเป็นการกระทำของขบวนการ บีอาร์เอ็น ที่รวมตัวจากหลายพื้นที่มาก่อเหตุหวังผลกดดันเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะใช้อำนาจตามกฏหมายในการติดตามตัวให้ได้ ยังไม่มีการประกาศเคอร์ฟิว เพื่อควบคุมสถานการณ์
 
จากจุดตรวจชุดรักษาความปลอดภัย บ้านตะวันออก ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา จุดเกิดเหตุที่เป็นเส้นทางภายในหมู่บ้าน มีสวนยางโดยรอบ กลายเป็นยุทธภูมิให้กลุ่มคนร้ายเข้าปฏิบัติการโจมตี ชุดชรบ.ด้วยการนำกำลังปิดล้อม และวางกำลังสกัดกั้นเจ้าหน้าที่ทั้งการลอบวางระเบิดเส้นทาง การโรยตะปูเรือใบ และใช้อาวุธปืนยิงถล่มชุดชรบ.ภายในป้อมตรวจ น่าจะมีกำลังรวมกันไม่ต่ำกว่า 40-50 คน ถือเป็นปฏิบัติการครั้งใหญ่ของขบวนการ BRN
 
ที่โฆษก กอรมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันว่า จากผลการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ พบดีเอ็นเอ และกระสุนปืน ที่เชื่อมโยงจนนำไปสู่การควบคุมตัวผู้ต้องหาได้แล้ว 2 คน เป็นชาวตำบลปากล่อ อำเภอโคกโพธิ์​จังหวัดปัตตานี ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับจุดที่คนร้ายก่อเหตุลอบวางระเบิดโปรยตะปูเรือใบและเผายางรถยนต์สกัดกั้นเส้นทาง ซึ่งควบคุมตัวได้ขณะหลบซ่อนตัวที่ อ.ธารโต จ.ยะลา จึงนำตัวมาสอบสวนที่ศูนย์ซักถาม ค่ายอิงคยุทธบริหาร และกำลังขยายผลไปยังกลุ่มเป้าหมายในหมู่บ้านเป้าหมาย 9 หมู่บ้าน กลุ่มบุคคลเป้าหมาย 21 คน ในจำนวน โฆษก กอรมน.ภาค 4 ระบุว่ามีคนในตระกูลหลำโซ๊ะ ในอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา เกี่ยวข้องด้วย
 
พันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ ยังได้เปิดเผยหลักฐานที่พบในจุดเกิดเหตุทั้งระเบิดแสวงเครื่อง แบตเตอรี่ ตะปูเรือใบ กระสุนปืน ที่พบว่ามีการใช้ทั้งอาวุธปืน เอ็ม 16 ปืนอาก้า แต่ไม่มีเครื่องยิง เอ็ม 79 เพราะจากลักษณะพื้นที่ไม่สามารถใช้ยิงได้
 
สำหรับอาวุธปืนที่พบมี 25 กระบอก พลตำรวจโท รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เปิดเผยว่า เป็นของเจ้าหน้าที่ 7 กระบอก ของกลุ่มคนร้าย 13 กระบอก ซึ่งพบว่าเชื่อมโยงกับหลายเหตุการณื เช่นกลุ่มของ นายบูคอรี หลำโส๊ะ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุปล้นร้านทองที่อ.นาทวี จ.สงขลา และกลุ่มของนายอับดุลเลาะห์ โต๊ะเต้ ที่ก่อเหตุที่บ้านกายัง อ.ยะหา จ.ยะลาซึ่งถือเป็นการรวมตัวของกลุ่มจากจังหวัดปัตตานี ยะลา และสงขลา ที่เคยก่อเหตุระเบิดตู้เอทีเอ็ม ที่มหาวิทยาลัยฟาตอนี และเหตุยิงชุดคุ้มครองตำบล ที่ตำบลปะกาฮะรัง จ.ปัตตานี และการโจมตีจุดตรวจฆอลอปีและ เมื่อ 2 เดือนก่อน ซึ่งจะมีการสนธิกำลังกับทหารตำรวจในการเปิดปฏิบัติการเชิงรุกติดตามตัวกลุ่มคนร้ายภายใน 1-2 วันนี้
 
โฆษก กอรมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังยืนยันด้วยว่าไม่มีการประกาศเคอร์ฟิว พื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อควบคุมสถานการณื และติดตามตัวขบวนการ BRN
 
สำหรบกรณีมีราชกิจจานุเบกษาให้อำนาจผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน คือพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 18 พระราชบัญญัติความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ซึ่งประกาศใช้อยู่ในพื้นที่ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี อ.จะนะ อ.นาทวี อ.สะบ้าย้อย อ.เทพา จ.สงขลา และ อ.เบตง จ.ยะลา อ.สุไหงโกลก อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2562 - 10 พฤศจิกายน 2563 นั้น ผอ.รมน.สามาถออกข้อกำหนดตาม มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ พฤศจิกายน เพื่อควบคุมสถานการณ์ได้ เช่น สามารถใช้อำนาจห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด หรือเคอร์ฟิวได้ ตามที่ผอ.รมน.จะประกาศ ซึ่งโฆษก กอรมน.ภาค 4 ยืนยันว่ายังไม่มีการประกาศใช้เวลานี้ แต่พื้นที่ที่ใช้ พรบ.ความมั่นคงเป็นพื้นที่เป้าหมายที่กลุ่มคนร้ายมีการหลบหนีไม่ได้อยู่ในพื้นที่กฏอัยการศึกที่แม่ทัพภาคที่ 4 มีอำนาจดูแลความปลอดภัยให้ประชาชน จึงมีมาตรการทางกฏหมายรองรับไว้กรณีฉุกเฉินเท่านั้น ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ข่าว 3 มิติรายงาน
 
ล่าสุด ขบวนการ BRN ออกแถลงการณ์ครั้งแรกผ่านเฟสบุ๊กเพจชื่อ BRN แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของประชาชนที่ยะลา ที่ยอมรับว่ามาจากการกระทำของกองกำลังนักรบปาตานี ยืนยัน BRN ยังคงยึดมั่นในแนวทางสันติภาพ แต่ยังจำเป็นต้องต่อสู้ตามยุทธวิธี เพราะเกิดการสูญเสียจากเจ้าหน้าที่รัฐไทย และยืนยันว่าไม่ต้องการขับไล่ชาวสยามพุทธ แต่อยากให้เรียนรู้ว่าควรจะปฏิบัติอย่างไรในผืนแผ่นดินปาตานี ซึ่งมีชาวมลายูมุสลิมและพุทธอยู่ร่วมกัน
 
สำหรับข้อความแถลงกรณ์ของกลุ่มบีอาร์เอ็น ระบุว่า
 
ขอความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่าน
 
ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียชีวิตของประชาชนชาวสยามพุทธ และประชาชนชาวมลายูในเหตุการณ์กองกำลังนักรบปาตานี
 
BRN ยังคงยึดมั่นในแนวทางสันติภาพที่มีความจริงใจในการปฏิบัติการทั้งหมด ไม่ใช่อย่างที่รัฐบาลสยามไทยกำลังดำเนินการ ฉากหน้าคือความพยายามพูดคุยอย่างสันติ แต่ฉากหลังได้สั่งกำลังพลทุกระดับชั้นดำเนินการทุกรูปแบบต่อประชาชนปาตานี ทั้งการอุ้มฆ่า,สังหารอย่างถูกกฏหมาย(พรก.และกฏอัยการศึก),เก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมโดยที่ไม่มีการยินยอมและอื่นที่รัฐสยามไทยกำลังปฏิบัติการอยู่
 
สิ่งเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นสำคัญ ที่เรารัฐสยามได้วางเดิมพันสูงต่อกองกำลังนักรบของเรา ที่ล้วนแล้วมีศักยภาพพร้อม และพร้อมปฏิบัติการโดยทันทีตามการตัดสินใจของหัวหน้าชุดและสภาที่ปรึกษาในพื้นที่
 
ที่นี่…ดินแดนปาตานี แผ่นดินที่ถูกปล้นชิงและยึดครองตามรูปแบบในอดีตและการแสวงหาอาณานิคม และไม่มีการคืนดินแดนแก่เจ้าของดินแดนตามพันธสัญญาแองโกลสยามแต่อย่างใด
 
เราได้มีการปฏิบัติตามพันธสัญญาการต่อสู้ตามหลักอัลกุรอ่านและหลักสากลไปแล้ว ว่าด้วยการต่อสู้ในรูปแบบรัฐสภา โดยส.ส.อดุลย์ ณ สายบุรี และยื่นข้อเรียกร้อง 7 ข้อของท่านหะยีสุหลง อับดุลกอเดร์ ซึ่งเป็นการต่อสู้อหิงสาโดยพยายามหลีกหนีการกระทบกระทั่งให้น้อยที่สุด เป็นการต่อสู้ของประชาชนอย่างแท้จริง แต่สองท่านที่กล่าวถึงรวมทั้งทีมงานกลับถูกรัฐบาลสยามไทยสังหารและต้องหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นเหตุการณ์ที่เป็นที่รู้จักของสังคมโลก
 
การสังหารหมู่ประชาชนและโยนศพทิ้ง ณ สะพานกอตอ โดยนาวิกโยธินของรัฐบาลสยามไทย และนำไปสู่การเดินขบวนที่มีประชาชนเข้าร่วมกว่า 100,000 คน #ด้วยสันติวิธี แต่ก็ลงท้ายด้วยการสังหารหมู่ของเจ้าหน้าที่สยามไทย
 
การเรียกร้องให้ปล่อยตัวชรบ.ที่ไม่มีศักยภาพในการป้องกันตนเองและรัฐสยามไทยกล่าวหาว่ามอบปืนให้กับนักรบปาตานี #เพื่อหาคนรับผิดชอบโดยที่เจ้าหน้าที่ต้องการหนีความผิด ก็ลงท้ายด้วยการสังหารประชาชนเสียชีวิต 85 ศพ สูญหายกว่า 36 ราย
 
การก่อตั้งขบวนการต่อสู้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการต่อสู้ตามหลักอัลกุรอ่าน เมื่อถึงขีดสุดของการต่อสู้ด้วยสันติวิธีจนน้ำตาหลั่งรดผืนแผ่นดิน การต่อสู้ด้วยวิธีการที่สูงที่สุดจึงสามารถกระทำได้บนผืนแผ่นดินของตนเองและยุทธศาสตร์การรบ
 
แผ่นดินปาตานี คือ ผืนแผ่นดินอิสลามที่ถูกยึดครอง(ดารุลฮัรบี) เป็นแผ่นดินที่มีศึกสงครามนับแต่การเข้าปล้นชิงและยึดครองของสยามไทยจากอดีตจนปัจจุบัน ซึ่งการรบอาจไร้รูปแบบแต่มียุทธศาสตร์ที่มั่นคง
 
สำหรับประชาชนชาวมลายูปาตานี ท่านจงปฏิบัติตามอัลกุรอ่านและฮาดิษอย่างเคร่งครัด จงแยกให้ออกว่ามิตรและศัตรู ซึ่งในตำราการต่อสู้กับกาเฟรได้จำแนกแยกแยะในเรื่องต่างไว้ชัดเจน จงเรียนรูให้ถ่องแท้ก่อนที่จะตัดสินใจ
 
สำหรับประชาชนชาวมลายูพุทธ ท่านจงศึกษาการวิวัฒนาการและศึกษารากเหง้าของท่านให้ถ่องแท้ว่าท่านคือใคร
 
สำหรับประชาชนชาวสยามพุทธ ที่ถูกรัฐบาลสยามไทยนำเข้ามาเพื่อปฏิบัติตามนโยบายสลายและกลมกลืนทางชาติพันธุ์ของคนมลายูปาตานีในพื้นที่ ท่านจงศึกษาถึงประวัติศาสตร์การย้ายถิ่นฐานของท่านให้กระจ่างแจ้ง ก่อนที่จะตัดสินใจอะไรลงไป
 
เราไม่ต้องการขับไล่ประชาชนชาวสยามพุทธที่เกิดบนผืนแผ่นดินปาตานี แต่อยากให้ทุกท่านจงเรียนรู้ว่าควรจะปฏิบัติตนเช่นไรในผืนแผ่นดินปาตานี ซึ่งมีชาวมลายูมุสลิมและพุทธเป็นเจ้าของดินแดน
 
จงเรียนรู้ให้กระจ่างไม่ใช่เรียนรู้ด้วยใจที่อคติและถูกล้างสมองพร้องถูกปลูกฝังหรือหลอกลวงจากรัฐสยามไทยของท่านเพื่อรักษาอำนาจของตนเอง
 
การต่อสู้ของเราไม่มีวันจบสิ้น
 
BRN