video_image
จากกรณีการแบน 3 สารพิษ ได้แก่ คลอร์ไพริฟอส  พาราควอต และไกลโฟเซต นั้น ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวร่วมกับ 7 รัฐมนตรี พร้อมยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนไม่เอาสารพิษทางการเกษตรแน่นอน เพราะไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน ทั้งเรื่องสุขภาพและการดำรงชีวิต
 
ดังนั้น นโยบายที่รัฐมนตรีในสังกัดพรรครับผิดชอบคือ ไม่เอาสารพิษ และคณะกรรมการวัตถุอันตรายส่วนหนึ่ง ก็จะขอให้ลงมติเรื่องดังกล่าวโดยเปิดเผย แต่ยืนยันว่า ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถรับนโยบายสนับสนุนการใช้สารพิษในการเกษตรได้ เช่นเดียวกับในส่วนของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ไม่สนับสนุนการใช้สารพิษ แต่ไม่ขอวิเคราะห์ว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายทั้ง 27 คนจะมีมติในแนวทางใด และภูมิใจไทยไม่ได้ปะทะกับใคร เป็นราชการประจำที่ทำงาน การตัดสินใจนั้นก็ตัดสินใจบนประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก ไม่มีอะไรต้องกังวลหรือต้องชะงัก ทุกวันนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าไปปะทะอะไรกับใคร ก็ทำงานปกติ ทั้งนี้ หากมติของคณะกรรมการฯสวนไม่ทำตามมติ แนวทาง 4 รัฐมนตรีของพรรคก็พร้อมแสดงสปิริตลาออก เพราะเท่ากับว่า เราไม่มีความสามารถในการปกครองให้คนเหล่านั้น ปฏิบัติตามมติหัวหน้าส่วนราชการ
 
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ไปศึกษา ซึ่งนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ตั้งคณะศึกษาแล้ว ก็มติชัดเจน 9 ต่อ 0 ไม่เอาสารพิษ ส่วนตัวก็ได้ถามกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมว่า เรื่องสารพิษเป็นอย่างไร ได้รับคำยืนยันว่า ไม่เอาด้วย ก็เท่ากับว่า มั่นใจว่ามีผู้เห็นด้วย ส่วนกังวลหรือไม่ที่ต้องปะทะกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ นายอนุทินย้ำว่า ไม่ได้ปะทะกับใคร คณะรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ทำงานปกติของข้าราชการประจำ ตัดสินใจบนผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก
 
ส่วนที่นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกมาให้ความเห็นว่านายอนุทินนายอนุทินขาดความรู้ความสามารถเรื่องสารพิษทำให้ขาดสตินั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ไม่เป็นไร ตนเองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารสุข สุขภาพของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ให้ประชาชนล้มป่วยจากการใช้สิ่งที่ไม่ถูกต้อง ตนเป็นฝ่ายบริหาร ไม่ใช่นักวิชาการ และการตัดสินใจของตนไม่ใช้อารมณ์ส่วนตัว ตัดสินใจในฐานะที่เป็นฝ่ายบริหาร
 
ช่วงหนึ่งของการแถลงข่าว นายอนุทิน แต่ความเป็นห่วงนางสาวมนัญญาว่าดังที่สุดในตอนนี้ ที่เพิ่งหายจากการอาการป่วย เครียด ความดันขึ้น เพราะความดันทุรังที่จะขจัดสารพิษอันตรายออกจากประเทศไทยให้ได้ ทำงานด้วยความเครียด ท่ามกลางความกดดัน แต่ก็ดึงสายน้ำเกลือออกมาลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง
 
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า การทำงานของรัฐมนตรีทุกคนผ่านมา 4 เดือน ไม่ติดขัด แต่เป็นห่วงสุขภาพของรัฐมนตรี เพราะนางสาวมนัญญาป่วยไปแล้ว 1 คน เดี๋ยวหมอหนูจะตรวจสุขภาพแล้วจ่ายยาให้
 
ด้านอาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า "ผมว่าคุณอนุทิน และรัฐมนตรีในสังกัด โดนหลอกให้เป็นเครื่องมือในการแบนสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิดนี้ โดยที่คุณอนุทินได้รับข้อมูลความรู้ที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง
 
สังเกตได้จากการให้คำสัมภาษณ์ของแต่ละท่าน ที่เห็นได้ชัดว่ายังมีความไม่เข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับเรื่องของสารเคมีทั้ง 3 ตัวนี้ โดยเฉพาะในการมองว่าสารทั้ง 3 ตัวเป็นสารพิษอันตรายเหมือนกันหมด ต้องแบนให้ได้โดยเร็วเหมือนกันหมด ... ทั้งๆที่ จริงๆแล้ว สารทั้ง 3 ตัวเป็นสารคนละประเภทกัน ระดับความเป็นพิษก็แตกต่างกัน และวิธีการใช้ให้เหมาะสมนั้น ก็คนละเรื่องกันด้วย
 
อย่างตัวแรกคือ "คลอร์ไพรีฟอส" ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลง ที่มีระดับความเป็นพิษปานกลาง และถ้าใช้ไม่เหมาะสม ก็อาจจะมาถึงผู้บริโภคภายหลังได้ ... อันนี้อยากแบน ก็แบนได้เลยไม่มีใครบ่น ไม่ว่าจะเป็นจากฝั่งของเกษตรกรหรือแม้แต่ผู้ประกอบการค้าสารเคมี เพราะเขาก็ยังมียาฆ่าแมลงอีกเป็นร้อยๆ ชนิดให้ใช้ ... ประเด็นคือเราต้องพยายามทำให้เกษตรกรใช้ยาฆ่าแมลงด้วยวิธีที่เหมาะสมถูกต้องปลอดภัย
 
แต่การที่ท่านถูกปลูกฝังให้เอาอันตรายของยาฆ่าแมลง มาผสมเป็นเรื่องเดียวกันกับยาฆ่าหญ้าอย่างพาราควอตและไกลโฟเสทนั้นกลายเป็นเรื่องจับแพะชนแกะ สร้างความหวาดกลัวให้กับสังคมเกินเหตุ และผิดจากความเป็นจริงในการใช้งานของมัน
 
ยาฆ่าหญ้าที่มีประสิทธิภาพดีและราคาถูกอย่าง "พาราควอต" ซึ่งมีประเทศที่ใช้อยู่ทั่วโลกกว่า 80 ประเทศนั้น ... ปัญหาใหญ่ของมันไม่ใช่เรื่องของการที่จะตกค้างมาสู่ผู้บริโภค แต่เป็นเรื่องของการที่มีผู้นำไปใช้กินฆ่าตัวตาย หรือเกษตรกรใช้ผิดวิธีไม่ป้องกันตนเองให้เหมาะสมจนเกิดอันตรายขึ้นได้ จากฤทธิ์ที่เฉียบพลันรุนแรงของมัน
 
ดังนั้น การแบนพาราควอตจึงกลายเป็นการทำร้ายเกษตรกรที่ใช้สารอย่างถูกต้องอยู่แล้ว สิ่งที่คุณอนุทินและรัฐมนตรีในสังกัดควรจะทำจึงเป็นเรื่องการกำหนดมาตรการเพื่อความปลอดภัย ให้ใช้สารได้เฉพาะเกษตรกรมืออาชีพที่ผ่านการอบรม รวมทั้งมีระเบียบการเก็บรักษาไม่ให้เสี่ยงเป็นอันตราย เหมือนอย่างในนานาอารยประเทศที่เจริญแล้วเขาใช้กัน (ดู Environmental Protection Agency ของสหรัฐ
https://www.epa.gov/…/paraquat-dichloride-training-certifie… )
 
ที่สำคัญคือ ยาฆ่าหญ้าอีกตัวซึ่งก็คือ "ไกลโฟเซต" นั้น ไม่มีเหตุผลสมควรอะไรเลยที่จะต้องไปแบน เพราะเป็นสารที่มีระดับความเป็นพิษต่ำมาก องค์การอนามัยโลก WHO และองค์การอาหารโลก FAO จัดว่ามันเป็นสารที่ใช้ได้โดยไม่ก่อให้อันตรายต่อสุขภาพ ( จาก
https://www.who.int/foodsafety/jmprsummary2016.pdf) องค์กรทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลกแทบทุกองค์กร ก็ยืนยันว่ามันไม่ได้เป็นสารก่อมะเร็ง แทบไม่มีประเทศใดเลยที่แบนสารตัวนี้ และมักจะนิยมใช้เป็นทางออกเป็นสารทดแทนเสียด้วยซ้ำ ในกรณีที่จะแบนพาราควอต (แม้ว่าจะประสิทธิภาพไม่ดีเท่าเทียมก็ตาม) แล้วจะไปตีขลุมแบนมันไปด้วยทำไม
 
สิ่งที่ผมเรียกร้องจากคุณอนุทินและรัฐมนตรีในสังกัดก็คือ ควรจะเปิดรับฟังข้อมูลให้รอบด้าน (ให้ผมไปเล่าแบบสรุปย่อๆ ง่ายๆ ให้ฟังก็ได้ แป๊บเดียวก็เข้าใจ) ไม่ใช่แค่จากคนใกล้ตัวที่ให้ข้อมูลด้านเดียว แล้วทำให้พวกท่านถูกใช้เป็นเครื่องมือในทางที่ผิดได้ ซึ่งสุดท้าย เผือกร้อนนี้ก็จะตกอยู่บนตัวของพวกท่าน และเป็นตราบาปของพรรคของท่านในสายตาของเกษตรกรไทยไปอีกยาวนาน
 
ด้วยความเคารพและห่วงใย อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ (ฝากแชร์ให้ถึงคุณอนุทินเขาด้วยนะครับ)"
 
ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ : https://youtu.be/P_MzFpz0Wxo