video_image

นายถวิล พึ่งมา อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มาฟังคำพิพากษาที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง ในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายถวิล พร้อม นางสาวอำพร น้อยสัมฤทธิ์ , นายสรรพสิทธิ์ ลิ่มนรรัตน์ , นายทรงกลด ศรีประสงค์,นายคงฤทธิ์ สิงห์นุโคตร ,นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด ,นายพูนศักดิ์ บุญสวัสดิ์ และ นายจริวัฒน์ สหพรอุดมการ รวม 8 คน

 

ในความผิดฐาน ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม, เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และข้อหาอื่น กรณีปี 2552 ถึง 2557 ร่วมปลอมเอกสารถอนเงินจากบัญชี สจล. และ เบิกเงินจากบัญชีโดยไม่ได้รับอนุมัติจาก สจล.กว่า 700 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ ศาลใช้เวลาในการอ่านคำบรรยายฟ้อง และการพิจารณาคดีนานกว่า 8 ชั่วโมง ก่อนจะมีคำพิพากษาในช่วงเวลาประมาณ 17 นาฬิกาให้ ยกฟ้อง จำเลยที่ 1,2,3,4,5,7,8 ส่วน นายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่เกี่ยวข้องกับสจล. แต่ผู้เปิดบัญชีรับโอนเงินจากจำเลยที่ 4 มีความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตามมาตรา 335 (7) วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 โดยการกระทำของจำเลยที่ 4 และที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป

 

ให้จำคุกนายทรงกลด อดีต ผจก.ธ.ไทยพาณิชย์ฯ สาขาบิ๊กซีสุวินทวงศ์ จำเลยที่ 4 ทั้งสิ้น 19 กระทง มีกำหนด 95 ปี และ ให้จำคุก นายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 6 รวม 11 กระทง มีกำหนด 55 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วทั้งจำเลยที่ 4 และที่ 6 แล้ว ให้จำคุกสูงสุดตามกฎหมาย คนละ 20 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 4 และที่ 6 ต่อจากคดีในศาลอาญามีนบุรีนั้นปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้จำคุกโทษสูงสุดแล้ว 50 ปี ส่วนจำเลยที่ 6 จำคุกสูงสุด 20 ปี จึงไม่อาจนับโทษรวมได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2)

 

ส่วนค่าเสียหายทางแพ่งนั้น ปรากฏว่า เงินที่จำเลยที่ 4 เบิกถอนไปโดยทุจริตนั้น แม้เป็นเงินฝากบัญชีของ สจล.โจทก์ร่วมที่ 1 แต่ขณะเกิดเหตุถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ที่อยู่ในความครอบครองของ ธ.ไทยพาณิชย์ฯ โจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเงินของสจล.นั้นทางธนาคารได้ชดใช้ให้จนเป็นที่พอใจแล้ว จึงให้จำเลยที่ 4 ชดใช้เงินคืน ธ.ไทยพาณิชย์ฯ โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 688,,578,411.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่กระทำผิดแต่ละครั้งนับจากปี 2554,2555,2557 โดยให้จำเลยที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 4 ชดใช้เงินในจำนวน 563,386,411.44บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่กระทำผิดแต่ละครั้งด้วย และให้จำเลยที่ 4,6 ร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายที่ 3 อีก 20 ล้านบาทด้วย

 

แม้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง จะยกฟ้อง จำเลยที่ 2,3,4,7,8 แต่จำเลยดังกล่าวก็ยังต้องถูกคุมขังอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลางและเรือนจำคลองเปรมเนื่องจาก ถูกตัดสินโทษในคดีลักเงิน สจล.สำนวนแรกของศาลอาญามีนบุรีซึ่งคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์

 

ขณะที่นายถวิล พึ่งมา ระบุภายหลังฟังคำพิพากษาว่าขอขอบคุณที่ให้ความเมตตา และให้ความยุติธรรม และพิเคราะห์ค่อนข้างละเอียด ตอนที่เงินหายไปเป็นคณะกรรมการชุดก่อน และชุดหลัง ซึ่งตนเป็นอธิการในช่วงกลาง โดยการที่ตนถูกฟ้องนั้นค่อนข้างไม่ยุติธรรม และมองว่าเป็นการถูกกลั่นแกล้ง อย่างไรก็ตามในศาลชั้นต้นทั้ง 2 ศาลพิพากษายกฟ้อง ตนก็รู้สึกดีใจ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการลักทรัพย์

 

ด้านพีรันธร วีระภรณ์พิมล ทนายความ ระบุว่า ศาลพิพากษาว่านายถวิล ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีทั้ง 7 และไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับการทุจริต แต่จะมีประเด็นการเปิดบัญชีโดยไม่มีอำนาจในการเปิด แต่การไม่มีอำนาจในการเปิด พอสืบพยานเสร็จก็ทราบว่าทางนายทรงกลด ได้นำเอกสารที่นายถวิลเซ็นไว้ตอนมีอำนาจ มาใช้ เอกสารทั้งหมดที่ทำขึ้นมา จึงเป็นการใช้เอกสารที่เป็นเท็จ ซึ่งขั้นตอนต่อไปก็รอทางอัยการอุทธรณ์คดี เพราะทางอัยการฟ้องมา 8 คน ยกฟ้องไป 6 คน เราก็ต้องเตรียมคำพิพากษา รอแก้อุทธรณ์ของอัยการต่อไป

ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/fI0rAnqvGhs