video_image

สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในเขต กทม.และปริมณฑล จากการตรวจวัดเมื่อเวลา 04.00 น.ของวันที่ 23 ม.ค.2562 พบเกินค่ามาตรฐานทั้งหมด 15 จุด

 

โดยสูงสุดอยู่ที่ ภายในสำนักงานเขตคลองเตย 68 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร, บริเวณป้อมตำรวจสี่แยกถนนตก เขตบางคอแหลม 63 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร, บริเวณสนามหลวง เขตพระนคร 62 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร, ด้านหน้าม.เกษตร บางเขน และภายในสำนักงานเขตบึงกุ่ม 60 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

 

ด้านกรมอนามัยชี้แจงมาตรการแก้ปัญหา ห้ามขับรถยนต์ส่วนตัว หรือการประกาศปิดเรียน ปิดงาน เป็นอำนาจของนายกฯ ที่จะสั่งการตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ หากสถานการณ์อันตรายร้ายแรง โดยค่าฝุ่นต้องเกิน 90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรติดต่อกันนาน 3 วัน เกินพื้นที่ครึ่งหนึ่งของ กทม. แต่สถานการณ์ล่าสุดยังขึ้นๆ ลงๆ ใช้กฎหมายเดิมก่อน แก้ปัญหาจราจร คือแก้ปัญหาฝุ่นจิ๋ว เพราะเป็นสาเหตุหลักการเกิดฝุ่น PM2.5 ใน กทม.ถึงร้อยละ 60 พบพื้นที่เกิดค่าฝุ่น PM2.5 สูงซ้ำๆ มักเกิดตามแนวถนนเข้าออก กทม.ที่มีการจราจรหนาแน่นและติดขัด

 

ขณะที่กระทรวงคมนาคม เพิ่มมาตรการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ ออกคำสั่ง 1 ก.พ. นี้ รถขสมก. ต้องใช้น้ำมันดีเซล B20 จำนวน 1,260 คัน และรถบขส. 600 คัน ส่วน รฟท.ใช้ B10 รถดีเซลรางทั้งหมด สั่งงดใช้เรือแสนแสบและเจ้าพระยาควันดำเกินมาตรฐาน สั่งใช้รถราชการเท่าที่จำเป็น เน้นประชุมผ่านประชุมวีดีโอ คอนเฟอเรนซ์

 

ด้านกรมควบคุมมลพิษ เผยค่าฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล พบมีลมแรงขึ้นทำให้ค่าฝุ่นลดลงเหลือเกินมาตรฐาน 35 จุด หลังก่อนหน้าวิกฤติหนักมาก คาดการณ์วันนี้ อากาศจะลอยตัวดี ลมพัดแรงขึ้น

 

นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวพบว่า รถยนต์ของผู้ติดตามและรถติดตามขบวนของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ได้จอดสตาร์ทรถรอไว้เป็นประจำจนกว่าการประชุมครม.จะเลิก ซึ่งขัดแย้งกับนโยบายของนายกฯที่รณรงค์ไม่ให้ติดเครื่องยนต์ขณะจอดในสถานที่ราชการ โรงพยาบาล โรงเรียน และพื้นที่ ที่มีมลพิษสูง

 

ทั้งนี้หลังจากปัญหาดังกล่าวถูกสอบถามไปยังนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ได้มีคำสั่งให้ตำรวจภายในทำเนียบรัฐบาล เดินไปเคาะกระจก รถรายคัน เพื่อให้ดับเครื่องยนต์ทันที

 

ชมผ่านยูทูปได้ทีนี่: https://youtu.be/D-GKVkHMm34