video_image
ป.ป.ช. แถลงรายละเอียดการตีตกคดีนาฬิกาหรูของ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
 
นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจต่อสังคมโดยทั่วกัน ป.ป.ช. จึงขอแจ้งว่า ในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความเป็นเจ้าของที่แท้จริงของนาฬิกาดังกล่าว ได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งภายในและต่างประเทศ ทั้งนี้ ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดยืนยันว่านาฬิกาดังกล่าวเป็นของ พล.อ.ประวิตร คงปรากฏเพียงภาพถ่ายที่ พล.อ.ประวิตร สวมใส่อยู่
 
ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบแล้ว ทั้งพยานวัตถุ พยานเอกสาร และพยานบุคคล ต่างมีน้ำหนักฟังได้ว่า นาฬิกาหรูดังกล่าวเป็นของนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ เพื่อนของ พล.อ.ประวิตร
 
ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ซื้อนาฬิกาจากบริษัทผู้ผลิตหรือบริษัทผู้จำหน่ายในต่างประเทศนั้น กรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างมาก เห็นว่า ในแถบทวีปยุโรป ต้องมีหลักการการขอความร่วมมือระหว่างประเทศที่เคร่งครัด และมีประเด็นสำคัญคือ ต้องมีความผิดสองรัฐ หรือ Dual Criminality โดยต้องเป็นความผิดทางอาญาของประเทศผู้รับคำร้องด้วย ซึ่งกรณีนี้เป็นความผิดในเรื่องการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯ ซึ่งในบางประเทศไม่ถือเป็นความผิดทางอาญาและไม่เป็นคดีทุจริต  ทำให้ประเทศดังกล่าว ปฏิเสธไม่ให้ความช่วยเหลือ
 
คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงได้ดำเนินการตามระเบียบ ป.ป.ช. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน พ.ศ. 2555 ข้อ 23 ซึ่งกำหนดให้ในกรณีจำเป็นต้องตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินที่อยู่ในต่างประเทศ คณะกรรมการ ป.ป.ช. สามารถดำเนินการขอให้เอกอัครราชทูตหรือกงสุลของประเทศไทยในประเทศดังกล่าวตรวจสอบข้อมูลให้ได้ โดยตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายนาฬิกาที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
 
แต่เนื่องจากทรัพย์สินในกรณีนี้คือนาฬิกาซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีทะเบียนตามกฎหมาย มีการซื้อขายและเปลี่ยนมือได้ง่าย ทำให้การติดตามเป็นไปได้ยาก ประกอบกับข้อมูลความเป็นเจ้าของดังกล่าวถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล บางประเทศจึงปฏิเสธไม่เปิดเผย นอกจากนี้บางประเทศได้มีการอ้างถึงหลักความผิดสองรัฐ หรือ Dual Criminality โดยแจ้งว่าการยื่นบัญชีเท็จไม่เป็นความผิดอาญาในประเทศของตน จึงปฏิเสธไม่ให้ข้อมูลไม่ว่าจะมีการขอความร่วมมืออย่างเป็นทางการหรือไม่ก็ตาม
 
นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นที่มีการนำกรณีการตรวจสอบคดีนาฬิกาหรู ไปเทียบเคียงกับการตรวจสอบคดีรถโฟล์กสวาเกนของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมนั้น 2 กรณีมีพฤติการณ์และข้อเท็จจริงแตกต่างกัน สำหรับกรณีนายสุพจน์ ซึ่งอ้างมายืมรถเพื่อนมานั้น แต่เพื่อนบอกว่ามอบเป็นเงินสดให้ภริยา ไปซื้อรถเป็นของขวัญและเพื่อให้สมกับฐานะของนายสุพจน์ ดังนั้นรถจึงเป็นของนายสุพจน์
 
ส่วน พล.อ.ประวิตร ชี้แจงว่านาฬิกาดังกล่าวไม่ใช่ของตน แต่เป็นของนายปัฐวาท ที่ตนยืมมาใส่และได้คืนไปหมดแล้ว โดยคณะทำงานได้ไปตรวจสอบนาฬิกาดังกล่าวที่บ้านของนายปัฐวาท พบนาฬิกาหรูจำนวนมาก และพบนาฬิกาที่ตรงกับภาพถ่ายจำนวน 20 เรือน พบใบรับประกันแต่ไม่พบตัวเรือน 1 เรือน ไม่พบตัวเรือนตามภาพถ่ายและใบรับประกัน 1 เรือน
 
นายปัฐวาท เป็นผู้มีฐานะดี คอยช่วยเหลือสนับสนุนทางด้านการเงินให้กับกลุ่มเพื่อนที่เคยศึกษาที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล และให้เพื่อนฝูงยืมนาฬิกาไปใช้สวมใส่ ซึ่งรวมถึง พล.อ.ประวิตร ด้วย พยานบุคคลให้ถ้อยคำว่านายปัฐวาท เป็นผู้ชอบสะสมนาฬิกาและเป็นเพื่อนสนิทกับ พล.อ.ประวิตร จึงมักให้ พล.อ.ประวิตร ยืมนาฬิกาไปสวมใส่เป็นประจำ จึงรับฟังได้ว่า พล.อ.ประวิตร ได้ยืมนาฬิกาจากนายปัฐวาท มาสวมใส่ในแต่ละโอกาสและได้คืนนาฬิกาดังกล่าวแล้ว จึงไม่ได้มีเจตนายึดถือนาฬิกาดังกล่าวไว้เพื่อตน และไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดว่า พล.อ.ประวิตร เป็นเจ้าของนาฬิกาทั้ง 22 เรือนดังกล่าว 
 
 
 
 
 ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/16AiDsO2V0o