video_image

จากกรณีกลุ่มผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอนุบาลปัตตานี (วัดนพวงศาราม) อ.เมืองปัตตานี ได้ร่วมตัวกันเพื่อเรียกร้อง หลังทางโรงเรียนไม่อนุญาตให้นักเรียนหญิงที่เป็นมุสลิมสวมผ้าคลุมผมหรือฮิญาบมาโรงเรียน ขณะที่ครูที่เป็นคนไทยพุทธได้นัดรวมตัวกันหยุดการเรียนการสอน เพื่อแสดงเจตนารมว่าไม่เห็นด้วยกับการคลุมฮีญาบมาโรงเรียน โดยอ้างว่าที่ดินของโรงเรียนเป็นที่ธรณีสงฆ์ ทำให้เด็กไม่กล้าที่จะไปโรงเรียนและร้องไห้เมื่อต้องไปโรงเรียนนั้น

 

ล่าสุด นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี  ได้แสดงจุดยืน ขอลาออกจากการเป็นคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนอนุบาลปัตตานี เพื่อแสดงความรับผิดชอบกรณีที่ประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาไม่เห็นชอบให้นักเรียนมุสลิมแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลาม ทั้งๆ ที่การแต่งกายตามหลักศาสนา เป็นบทบัญญัติของอิสลาม 

 

ขณะที่ นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้โพสต์เฟซบุ๊คแสดงความคิดเห็นกรณีดังกล่าวว่า ติดตามเรื่องราวกรณีการเรียกร้องการคลุมฮิญาบของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลปัตตานีด้วยความกังวลใจอย่างที่สุด เรื่องความขัดแย้งหรือความเห็นต่างในเรื่องการปฏิบัติตามหลักการศาสนา หรือความเชื่อเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญและร่วมแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของความอดทนและความเข้าอกเข้าใจ

 
ล่าสุดข่าวประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ในฐานะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนอนุบาลปัตตานี แถลงข่าวลาออกจากเป็นกรรมการของโรงเรียนฯ ร่วมกับคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ด้วยเหตุผลเนื่องจากมติที่ประชุมกรรมการสถานศึกษา ไม่เห็นชอบให้นักเรียนแต่งกายตามหลักศาสนา
 
การแถลงข่าวลาออกของประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี พร้อมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดฯถือเป็นเรื่องใหญ่ และอาจเหมือนเป็นการประกาศไม่ร่วมวงเจรจากันอีก ทั้งที่จริงในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ความอดทน อดกลั้น ทุกฝ่ายต้องใจกว้าง โดยใช้เวลาในการสร้างความเข้าใจ
 
นักสิทธิมนุษยชนและนักสันติวิธีบางคนเรียกร้องให้ใช้กระบวนการทางศาล เรื่องระเบียบโรงเรียนขัดรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวขอยืนยันว่าการใช้หลักนิติศาสตร์เพียงลำพังไม่สามารถแก้ปัญหาความสัมพันธ์ในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ได้ หนำซ้ำยังอาจทำให้เกิดการปะทะทางความคิดมากขึ้น ซึ่งจะไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งใดๆได้ เรื่องนี้จึงควรใช้หลักรัฐศาสตร์ในการเจรจาประนีประนอม โดยยึดเอาผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ
 
โดยในระยะต้นทุกฝ่ายควรหันหน้าพูดคุยกันเพื่อให้เด็กมีโอกาสได้เรียนหนังสือตามปกติ โดยไม่ถูกรังเกียจจากเพื่อนและครู ส่วนในระยะยาวคงต้องหันหน้ามาพูดคุยกันถึงแนวทางในการแก้ปัญหา การยื่นคำขาดโดยการให้เด็กไปเรียนโรงเรียนอื่นที่สามารถคลุมฮิญาบได้ หรือการพยายามผลักดันให้เด็กสวมฮิญาบเข้าไปในโรงเรียนทั้งที่โรงเรียนไม่ต้อนรับ ย่อมเป็นการสร้างความกดดันต่อตัวเด็ก และยังอาจสร้างประสบการณ์ที่เจ็บปวด ขมขื่น ซึ่งอาจทำให้เด็กมีทัศนคติที่ไม่ดีกับเพื่อนต่างศาสนิกต่อไปในภายหน้า
 
ในระยะยาว ทุกฝ่ายควรเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยในทุกความคับข้องใจ เพราะน่าจะมีหลายเรื่องที่ควรพูดคุยระหว่างคนต่างศาสนาเพื่อหาทางออกในการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/TSWYMiNOmz4