video_image

ชูวิทย์มีเรื่องเล่ากับชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ถกคดีสะเทือนขวัญ คนร้ายฆ่าชิงทรัพย์ นางทัศนีย์ ไชยศรี หรือ เจ๊แอ๋ว อายุ 56 ปี เศรษฐีนีเจ้าของแพปลา ภายในห้องน้ำคนพิการในห้างสรรพสินค้าชื่อดังกลางเมืองชุมพร ก่อนที่ในเวลาต่อมาตำรวจจะจับกุมตัว นายรณกร ศุภมงคลเลิศ หรือ อ๊อฟ อายุ 26 ปี ผู้ต้องหา ซึ่งให้การรับสารภาพว่าทำไปเพราะต้องการนำเงินไปใช้หนี้พนัน ทั้งนี้จากการสอบประวัติยังพบว่าเมื่อตอนอายุ 16 ปี ได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงนักศึกษาด้วยกันเสียชีวิตจำคุกกว่า 2 ปี จนล่าสุดมาก่อเหตุซ้ำอีกโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายแต่อย่างใด 

 

โดยคุณชูวิทย์ได้ยกคดีนี้ไปเปรียบเทียบกับคดีของ นายกิตติกร วิกาหะ หรือตั้ม คนร้ายฆ่าชิงโทรศัพท์มือถือไอโฟน บัณฑิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งถูกศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิต เนื่องจากเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นภัยร้ายแรง และเป็นภัยสังคม ทั้งยังมีพฤติการณ์เกี่ยวกับคดีอาญาหลายคดี และเกี่ยวกับยาเสพติด จึงเห็นว่ายากแก่การปรับปรุงแก้ไข ส่วนที่จำเลยรับสารภาพนั้นไม่มีผลต่อการพิจารณาลดโทษ เนื่องจากไม่ได้สารภาพเพราะสำนึก แต่สารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน จึงไม่สมควรให้ลดโทษ คงพิพากษาประหารชีวิตสถานเดียว

 
สำหรับกฎหมายอาญาสำหรับเด็กและเยาวชนในฐานะเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเห็นว่าพวกเขาเหล่านี้อาจมีความรู้สึกผิดชอบอย่างจำกัด ไม่เหมือนกับกรณีที่ผู้ใหญ่เป็นผู้กระทำความผิด ดังนั้นกฎหมายอาญาจึงกำหนดเรื่อง ความรับผิดทางอาญาของเด็กและเยาวชนไว้เป็นกรณีพิเศษ โดยแบ่งกลุ่มอายุของเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดไว้ดังนี้ 
 
1. เด็กอายุไม่เกิน 10  ปี กฎหมายยกเว้นโทษแก่เด็กนั้น โดยห้ามมิให้ลงโทษแก่เด็กนั้นเลยแต่ทั้งนี้หมายความว่าการกระทำของเด็กอายุไม่เกิด 10 ปี นั้น ยังเป็นความผิดกฎหมายอาญาอยู่ เพียงแต่กฎหมายไม่เอาโทษเท่านั้น
 
2. เด็กอายุ 10 ปี ไม่เกิน 15 ปี  กฎหมายเปิดช่องให้ศาลใช้ดุลพินิจที่จะใช้ "วิธีการสำหรับเด็ก" ได้ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำหรับปรับปรุงเด็กให้เป็นคนดี และไม่กระทำความผิดขึ้นอีกในอนาคต
 
                วิธีการสำหรับเด็ก  ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ได้แก่ 
 
                    (1) การว่ากล่าวตักเตือนแก่เด็กที่กระทำความผิด หรือแก่บิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กอาศัยอยู่ 
                    (2) การเรียกบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กอาศัยอยู่มาทำทัณฑ์บนว่าจะระวังไม่ให้เด็กก่อเหตุร้ายขึ้นอีก 
                    (3) การใช้วิธีการคุมประพฤติสำหรับเด็ก โดยมีพนักงานคุมประพฤติคอยควบคุมสอดส่อง
                    (4) ส่งตัวไปอยู่กับบุคคลหรือองค์กรการที่ยอมรับเด็กเพื่อสั่งสอนอบรม 
                    (5) ส่งตัวไปโรงเรียนหรือสถานฝึกและอบรม หรือสถานที่ตั้งขึ้นเพื่อฝึกและอบรมเด็ก( แต่ไม่ให้อยู่จนอายุเกิน 18 ปี) 
               
 
 
3. เด็กอายุ 15 ปี ไม่เกิน 18 ปี กฎหมายเปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจได้ โดยศาลที่พิจารณาคดีอาจเลือกลงโทษทางอาญา แก่เด็กนั้นเช่นเดียวกับกรณีคนทั่วไป (แต่ให้ลดโทษลงกึ่งหนี่งของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ก่อน) หรือศาลอาจจะเลือกใช้ "วิธีการสำหรับเด็ก" อย่างที่ใช้กับเด็กอายุ 10 ปี ไม่เกิน 15ปีก็ได้
 
ทั้งนี้การที่ศาลจะใช้ดุจพินิจลงโทษเด็กนั้น หรือเลือกใช้ "วิธีการสำหรับเด็ก" ศาลต้องพิจารณาถึง "ความรู้ผิดชอบและสิ่งอื่นทั้งปวง เกี่ยวกับผู้นั้น" เพื่อพิจารณาว่าสมควรจะเลือกใช้วิธีใดระหว่างการลงโทษทางอาญา กับการใช้วิธีการสำหรับเด็ก และถ้าศาลเห็นสมควรลงโทษทางอาญา ศาลก็ต้องลดโทษลงกึ่งหนึ่งของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ก่อนด้วย 
 
4. เด็กอายุ 18 ปี ไม่เกิน 20 ปี  โดยปกติแล้วผู้กระทำความผิดที่มีอายุ 18 ปี ไม่เกิน 20 ปี จะต้องรับโทษทางอาญาเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แต่ศาลอาจใช้พินิจลดโทษ ให้หนึ่งในสาม หรือกึ่งหนึ่งของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ก่อนก็ได้ หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าความรู้สึกผิดชอบของเขายังมีไม่เต็มที่ ซึ่งเป็นเหตุ ที่พิจารณาจากตัวเด็กที่กระทำความผิดนั้นเอง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/vBh_rtsb68k